|
การโฆษณายาในกฎหมายยาใหม่
จะเป็นปัจจัยสุดท้ายในห่วงโซ่ของระบบสาธารณสุข "ยา" ไม่ใช่สิ่งวิเศษในการทำให้ประชาชน
มีสุขภาพแข็งแรง แต่ "ยา" เป็นเพียงสิ่งช่วยบรรเทาในยามที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพเท่านั้น
.."ยา" ควรอยู่ในความดูแล แนะนำการใช้โดยผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ .....
"ยามิใช่สินค้า" ที่ซื้อขายแบบยื่นหมูยื่นแมว .... ผู้เขียนใคร่ขอเสนอบางประเด็นของกฎหมายยา
ฉบับใหม่ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายยา ถือว่าเป็นอีกมุม
มองหนึ่งของกฎหมายยาฉบับใหม่
โฆษณายาและส่งเสริมการขายยา จากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๓๕
ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับกับสินค้าและบริการทั่วไป คำว่า "โฆษณา" หมายถึง กระทำการไม่ว่า
โดยวิธีใด ๆ ให้ประชาชนเห็น หรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้า ในพระราชบัญญัติยา
พ.ศ. ๒๕๑๐ ไม่ได้นิยามคำว่าโฆษณาไว้ แต่มีการนิยามไว้ในพระราชบัญญัติยา พ.ศ. .... ไว้ว่า
"โฆษณา" หมายความว่า การเผยแพร่หรือการสื่อความหมายไม่ว่ากระทำโดยวิธีใด ๆ ให้ผู้อื่น
หรือประชาชนเห็นหรือทราบ เพื่อประโยชน์ในทางการค้า แต่ไม่หมายความรวมถึงเอกสารทาง
วิชาการหรือตำราที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน จะเห็นได้ว่าคำนิยามของคำว่า "โฆษณา"
ในกฎหมายยามีบทบัญญัติที่ละเอียดกว่าในกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และยังมีข้อยกเว้นไว้ด้วย
กล่าวคือโฆษณาในกฎหมายยาตีความได้ว่า
๑. เป็นการเผยแพร่หรือการสื่อความหมาย
๒. ด้วยวิธีการกระทำใด ๆ ก็ได้
๓. การกระทำนั้นทำให้ผู้อื่น (รวมถึงประชาชนด้วย) ได้เห็นหรือรับทราบ
๔. เพื่อประโยชน์ทางการค้า
๕. ยกเว้นเอกสารทางวิชาการหรือตำราเกี่ยวกับการเรียนการสอน นอกจากนี้แล้วการ
โฆษณาเกี่ยวกับยาทางสื่อสารมวลชน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ต้องได้รับอนุญาต
ในเรื่องของข้อความ เสียงและภาพเสียก่อนจึงจะโฆษณาได้ การส่งเสริมการขาย ประเด็นใหม่
ในกฎหมายยาใหม่
"การส่งเสริมการขาย" หมายความว่า การกระทำใด ๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการให้ข้อมูล
การชักชวน หรือกระทำด้วยวิธีการใด ๆ ซึ่งจะชักชวนให้เกิดการสั่งใช้ยา การรักษา การสั่งซื้อ
และการใช้เพิ่มขึ้น เพื่อประโยชน์ทางการค้า และในมาตรา ๘๐ บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำ
การส่งเสริมการขายยา เว้นแต่เป็นการกระทำต่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม เภสัชกรรม
สัตวแพทย์ ผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทยประเภทเวชกรรมไทย หรือผู้ประกอบ
โรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ซึ่งมิได้เป็นการให้เงินหรือผลประโยชน์อื่นใดแก่ผู้
ประกอบวิชาชีพ และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด"
จะเห็นว่า การส่งเสริมการขาย หรือ Sale Promotion นั้นเป็นข้อบัญญัติใหม่ของกฎหมายยา
โดยหลักคือห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใด กระทำการใด ๆ อันเป็นการให้ข้อมูลหรือการชักชวน หรือวิธีการ ใดๆ
ก็ตามที่จะเป็นการชักชวนให้มีการสั่งยาหรือใช้ยาเพิ่มขึ้นเพื่อประโยชน์ทางการค้า จากบทบัญญัตินี
้เห็นว่า เป็นความหวังดีของกฎหมายยาใหม่ที่ต้องการจะลดการทำ Sale Promotion ที่มีเกลื่อน
กลาดมากมายในปัจจุบัน โดยเฉพาะจำพวกขายตรง (Direct Sale) ซึ่งเป็นการส่งเสริมการขาย
แบบปากต่อปาก (Word by Mouth) ส่งเสริมการขายแบบเกินความจริง นอกจากนี้แล้วอีกรูปแบบ
ของการส่งเสริมการขายยาคือการให้สั่งยาครั้งละมาก ๆ เพื่อจะได้รับรายการพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น
ของแถม ของชดเชย หรือผลตอบแทนในรูปของส่วนลดปลายปี การเดินทางไปท่องเที่ยวฟรี เป็นต้น
ซึ่งถือว่าเป็นการส่งเสริมการค้าเพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยตรง ทำให้เกิดการยัดเยียด
การใช้ยาโดยเกินจำเป็น
จึงนับได้ว่าข้อบัญญัติเรื่องการส่งเสริมการขายเป็นสิ่งที่ดีในกฎหมายยาใหม่ แต่หากมองอีก
ด้านหนึ่งของเหรียญจะเห็นปัญหาในทางปฏิบัติได้ เช่น
- การจัดงานออกร้านของบริษัทยาในงานขององค์กรร้านขายยา
- การที่ผู้แทนขายยา (Salesman) ไปขายยาให้แก่เจ้าของร้านขายยาที่ไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพ
- การจัดอบรมวิชาการแก่บุคลากรร้านขายยาที่ไม่ใช่ผู้ประกอบ วิชาชีพ เหล่านี้ถือเป็นการ
ส่งเสริมการขายได้หรือไม่ เพราะหากตีความอย่างเคร่งครัดแล้วน่าจะผิดต่อ "การส่งเสริมการขาย"
กล่าวคือในการจัดอบรมวิชาการแก่ร้านขายยา การออกร้านในงานของร้านขายยา หรือมีผู้แทนไป
Promote ให้ร้านยาสั่งยามากขึ้น เหล่านี้ล้วนแสดงเจตนาว่าบริษัทยาเป็นผู้กระทำในการให้ข้อมูล
อันเป็นการชักชวนให้เกิดการสั่งซื้อหรือใช้ยาเพิ่มขึ้น เพื่อประโยชน์ทางการค้าอย่างแน่นอน
ผู้เขียนเห็นว่า กฎหมายยาใหม่ในลักษณะนี้ดี แต่จะมีปัญหาทางปฏิบัติและการบังคับ
การให้ความรู้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ร้านขายยายังคงมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค
จึงน่าจะหาทางออกให้มีการส่งเสริมการขายได้ในขอบเขตที่จำกัดได้ อีกประการหนึ่งในเรื่องของ
ข้อยกเว้นที่ให้ส่งเสริมการขายที่การกระทำต่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม เภสัชกรรม ฯ
ได้นั้น ภายใต้เงื่อนไขที่ว่ามิได้เป็นการให้เงินหรือผลประโยชน์อื่นใดแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ คำว่า
ประโยชน์อื่น ๆ นี้เป็นคำที่ครอบจักรวาล
ดังนั้น การจะให้มีความชัดเจนในการบังคับใช้ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขที่รัฐมนตรี
ประกาศกำหนด จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพื่อให้บริษัทยาสามารถให้ข้อมูลใหม่ที่ครบถ้วน
ถูกต้อง และเพียงพอแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ และผู้ประกอบวิชาชีพทั้งหลายจะได้ไม่ถูกกล่าวหาว่า
ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากบริษัทยาด้วย
เป็นที่น่าสังเกตในพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ แม้จะอนุญาตให้โฆษณาสรรพคุณ
ยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษโดยตรงต่อผู้ประกอบโรคศิลปะได้ก็ตาม แต่ต้องปฏิบัติให้เป็นไป
ตามหลักเกณฑ์การโฆษณาขายยา พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่กำหนดหลักเกณฑ์การโฆษณายาที่กระทำโดย
ตรงต่อผู้ประกอบโรคศิลปะที่สำคัญหลายประการ อาทิเช่น การใช้เอกสารอ้างอิงต้องเป็นเอกสาร
ที่ได้จากผลการ ศึกษาวิจัยซึ่งเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือได้ หากกรณีบริษัทยาเป็นแหล่งทุนวิจัยจะ
ต้องแจ้งไว้ในโฆษณานั้นด้วย ถ้าอ้างอิงทางงานวิจัยทาง Internet ต้องเป็น Website ที่เชื่อถือได้
หรือจากส่วนราชการ เป็นต้น
ฉลากยา เอกสารกำกับยา ถือเป็นสื่อโฆษณายา โดยนิยามของโฆษณายาในกฎหมายยา
ที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น อักษร ข้อความที่ปรากฏบนฉลากยาและเอกสารกำกับยาถือเป็นการโฆษณา
ยาด้วย เพราะเป็นข้อมูลที่ช่วยคุ้มครองผู้บริโภคได้ทางหนึ่ง ทำให้ผู้บริโภคทราบถึงรายละเอียดของ
ยา สรรพคุณ วิธีใช้ ข้อควรระวังหรือผลข้างเคียงของยา ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถใช้ยาได้
อย่างถูกต้องและปลอดภัย เพราะบนฉลากยาและเอกสารกำกับยานี่เองที่มีชื่อยา เลขที่หรือรหัส
ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยา สรรพคุณ คำเตือน กำหนดสิ้นอายุ เป็นต้น
ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ผู้บริโภคมักเข้าใจและมั่นใจว่า เมื่อมีหน่วยงานรัฐทำหน้าที่ดูแล
เรื่องฉลากยาและเอกสารกำกับยาแล้ว ย่อมเชื่อได้ว่ายานั้นต้องมีความปลอดภัยจึงสามารถวาง
จำหน่ายในท้องตลาดได้ ฉลากยาและเอกสารกำกับยาจึงมีความหมายสำหรับผู้บริโภคยิ่งกว่าสื่อ
โฆษณาอื่นเสียอีก ผู้บริโภคจึงมักเข้าใจว่าฉลากยาและเอกสารกำกับยานั้นคือใบรับรองของทาง
ราชการนั่นเอง ดังที่ปรากฏให้เห็นเสมอว่า ยาแผนโบราณมักโฆษณาโดยการเน้นย้ำว่า
"ยาแผนโบราณ.....นี้ มีเลขทะเบียนยาที่ได้รับการรับรองแล้วจากกระทรวงสาธารณสุข"
เป็นการตอกย้ำให้ประชาชนเชื่อถือยานั้นมากยิ่งขึ้น ทั้ง ๆ ที่การได้เลขที่ทะเบียนยามิใช่การรับรอง
สรรพคุณหรือคุณภาพใด ๆ เลย
โฆษณายาผ่านหนังสือวารสารบันเทิงต่าง ๆ ได้หรือไม่
ข้อความและภาพที่โฆษณาทุกชนิดต้องได้รับอนุญาตก่อน โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่
ได้ระบุไว้ในใบอนุญาตทุกประการ และยังต้องระบุเลขที่ใบอนุญาตโฆษณาขายยาไว้ในสื่อโฆษณา
ด้วยทุกครั้ง แต่ถึงแม้จะได้รับอนุญาตแล้วก็ตาม การโฆษณายาในวารสารบันเทิงเป็นการส่งเสริม
การขายชนิดหนึ่งซึ่งกฎหมายยาได้ห้ามไว้ และไม่เข้าข้อยกเว้นว่าด้วยการส่งเสริมการขายที่
กระทำต่อผู้ประกอบวิชาชีพทางสาธารณสุข อีกทั้งวารสารบันเทิงทั้งหลายก็มิใช่เอกสารทางวิชาการ
หรือตำราที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน จึงตอบได้ว่า การโฆษณายาผ่านหนังสือวารสารบันเทิง
นั้นเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายยาใหม่นี้อย่างแน่นอน
นอกจากวารสารบันเทิงแล้ว วารสารขององค์กรร้านขายยา แผ่นพับใบปลิวที่มีข้อความ
และภาพที่ได้ขออนุญาตโฆษณาไว้แล้ว จะแจกจ่ายให้แก่ร้านขายยาทั่วไปหรือแก่ลูกค้าของร้าน
ขายยาอันเป็นประชาชนทั่วไปก็น่าจะกระทำมิได้เช่นเดียวกัน การโฆษณาแฝงในรูปแบบของการ
นำเสนอบทความวิชาการเกี่ยวกับสุขภาพในสื่อ ต่าง ๆ หรือการที่ผู้ผลิตตั้งศูนย์ให้บริการข้อมูลของ
โรคที่รักษาได้ด้วยยาซึ่งบริษัทผลิตจำหน่าย ที่เรียกว่า Call Center ล้วนเป็นปัญหาการโฆษณายา
ทางอ้อมทั้งสิ้น ตามกฎหมายยาใหม่นี้ถือว่าเป็นการส่งเสริมการขายที่มีความผิดตามกฎหมายยา
ยังคงมีการฝ่าฝืนโฆษณายาเพราะเหตุใด
ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ แม้การโฆษณายาฝ่าฝืนกฎหมายจะมีโทษจำคุกไม่เกิน
๓ เดือน และโทษปรับสูงสุดไม่เกินหนึ่งแสนบาท แต่ทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่จะใช้การเปรียบเทียบปรับ
เป็นส่วนใหญ่ เมื่อคิดมูลค่าค่าปรับแล้ว ถือว่าเป็นจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่เจ้า
ของผลิตภัณฑ์ยาได้รับ จึงทำให้เกิดการกระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก อีกทั้งกฎหมายยาก็ไม่ได้มีบทบัญญัติ
ในการเยียวยารักษาความเสียหายให้ผู้บริโภคโดยตรง หากผู้บริโภคได้รับความเสียหายอันเนื่อง
จากการใช้ยาที่มีในข้อมูลการโฆษณายาของผู้ผลิต
แต่ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. .... บัญญัติว่า การโฆษณายา การส่งเสริมการขายยา
โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายจะมีโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท นอกจากนี้หากไม่แก้ไขความเข้าใจผิดของ
ประชาชนที่เกิดจากการโฆษณายามีโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีโทษปรับเป็นรายวันอีกวันละสามพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งแล้ว
ซึ่งเป็นบทลงโทษที่หนักกว่ามาก น่าจะเป็นวิธีหนึ่งที่ป้องกันการฝ่าฝืนโฆษณายาได้
และมาตรการใหม่คือ ในพระราชบัญญัติยา พ.ศ. .... นี้ได้เพิ่มหมวดว่าด้วย "ความรับผิดทางแพ่ง"
เพื่อเพิ่มภาระรับผิดชอบให้แก่ผู้ประกอบการทั้งหลาย น่าจะทำให้กระบวนการโฆษณายา
การ ส่งเสริมการขายยาเป็นไปอย่างรอบคอบรัดกุมมากขึ้น
"ความเข้มแข็งของผู้บริโภค" คือคำตอบ แต่วิธีการที่จะคุ้มครองผู้บริโภคด้านยา
(รวมทั้งสินค้าอื่น ๆ ด้วย) คือ การให้ความรู้ การสร้างความตระหนักให้เห็นถึงความสำคัญ
ของฉลากยา เอกสารกำกับยา เอกสารโฆษณายา ศึกษาให้รอบคอบก่อนจะบริโภคยา รวมทั้ง
การสร้างองค์กรผู้บริโภคให้มีความเข้มแข็ง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทั้งการชี้ช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐ
ดำเนินการกับสิ่งโฆษณาที่เอาเปรียบผู้บริโภค นั่นหมายถึง ผู้บริโภคนั่นแหละต้องเป็นที่พึ่งของ
ตนเองยิ่งกว่าการพึ่งพากลไก ของรัฐ
เอกสารอ้างอิง
๑. (ร่าง) พระราชบัญญัติยา พ.ศ. .........
๒. ระพีพรรณ ฉลองสุข, การคุ้มครองผู้บริโภคด้านการโฆษณายา, SWU J. Pharm Sci.,
Vol. 10 No.1 May 2000
4.1 หลักเกณฑ์การโฆษณาขายยาทางสื่อทั่วไป มีดังนี้
(1) ห้ามโฆษณาขายยาโดยไม่สุภาพ โดยการร้องรำทำเพลง หรือแสดงความทุกข์ทรมาน
ของผู้ป่วย หรือโดยวิธีแถมพก หรือออกสลากรางวั
(2) แนวการโฆษณาขายยาจะต้อง
(2.1) ไม่ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม
(2.2) ไม่ชักชวนให้ผู้บริโภคใช้ยา อย่างพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น หรือทำให้เกิดความเข้าใจว่า
มีความเหมาะสม ที่จะใช้บริโภคเป็นประจำ
(2.3) ไม่เป็นการเปรียบเทียบทับถมผลิตภัณฑ์อื่น
(2.4) ไม่ทำให้ผู้บริโภคสำคัญผิดว่า เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น เช่น อาหาร เครื่องสำอาง เป็นต้น
(2.5) แสดงข้อเท็จจริง อันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น การขายยาในสถานที่
ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตขายยา
(3) การแสดงชื่อยา
(3.1) ให้ใช้ชื่อยาตามใบสำคัญ การขึ้นทะเบียนตำรับยา ยกเว้นกรณีต่อไปนี้
(3.1.1) กรณีที่ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยา ไม่มีชื่อยาเป็นภาษาไทย แต่ประสงค์จะใช้ชื่อ
ยาเป็นภาษาไทย ให้ใช้ชื่อยาตามฉลาก หรือเอกสารกำกับยา
(3.1.2) กรณีที่ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยา ไม่มีชื่อยาเป็นภาษาอังกฤษ แต่ประสงค์จะใช้
ชื่อยาเป็นภาษาอังกฤษ ให้ใช้ชื่อยาตามฉลาก หรือเอกสารกำกับยา
(3.1.3) กรณีที่นำชื่อยาไปใช้ในส่วนของโลโก หรือสโลแกน ต้องไม่ทำให้สำคัญผิด ในสาระสำคัญ
เกี่ยวกับยานั้น
(3.2) ยาที่อยู่ในประเภทเดียวกัน มีสรรพคุณเหมือนกัน และมีชื่อบางส่วนซ้ำกันแต่แตกต่าง
กันที่ สี กลิ่น รส หรือรูปแบบของผลิตภัณฑ์ สามารถโฆษณาร่วมกันได้ แต่จะต้องแสดงชื่อยาที่
ถูกต้องอย่างน้อย 1 ครั้ง
(3.3) ชื่อของยาแผนปัจจุบันซึ่งเป็นยาบรรจุเสร็จ ที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ
ที่มีชื่อบางส่วนซ้ำบชื่อยาอันตราย ให้แสดงชื่อของยาให้ชัดเจน เช่น ขนาดของตัวอักษรแสดงชื่อยา
จะต้องเท่ากันตลอดข้อความ การออกเสียงชื่อยาต้องมีระดับเสียงสม่ำเสมอ เท่ากันทุกพยางค์
(3.4) ชื่อของยาที่มีบางส่วนซ้ำกับชื่อผลิตภัณฑ์อื่น จะต้องระบุข้อความที่ทำให้เข้าใจได้ขัดเจนว่า
ผลิตภัณฑ์ที่โฆษณานี้เป็นยา เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ข้อมูล และระมัดระวังในการใช้ยา เช่น ระบุว่า
เป็นยาใช้ภายนอก ไม่ใช่เครื่องสำอาง หรือข้อความอื่นที่จำเป็น
(3.5) การโฆษณาชื่อยา หรือสรรพคุณยา หรือสรรพคุณยาซ้ำๆต่อเนื่องกัน ต้องไม่เข้าลักษณะที่
เป็นการต้องห้าม ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้
(4) การแสดงสรรพคุณยา
(4.1) การโฆษณาขายยา จะต้องไม่เป็นการโอ้อวดสรรพคุณยา หรือวัตถุอันเป็นส่วนประกอบของ
ยาว่า สามารถบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค หรือความเจ็บป่วย ได้อย่างศักดิ์สิทธิ์
หรือหายขาด หรือใช้ถ้อยคำอื่นใดที่มีความหมายทำนองเดียวกัน
ตัวอย่างถ้อยคำที่มีความหมายทำนองเดียวกัน ดังกล่าว เช่น
ยอด หายขาด ปลอดภัยที่สุด โอกาสดีๆอย่างนี้มีไม่บ่อยนัก
พิเศษ หายห่วง เหมาะสมที่สุด ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้
วิเศษ เด็ดขาด ฉับพลัน ไม่ต้องทนรำคาญ
ดีเลิศ พิชิตโรคร้าย ทันใจ ไม่มีผลข้างเคียง
ศักดิ์สิทธ์ หมดกังวล เป็นหนึ่งมาตลอด
(4.2) การโฆษณาขายยา จะต้องไม่แสดงสรรพคุณยา อันเป็นเท็จ หรือเกินความจริง
และต้องไม่แสดงสรรถคุณยาอันตราย หรือยาควบคุมพิเศษ
(4.3) การโฆษณาขายยา จะต้องไม่ทำให้เข้าใจว่าเป็นยาทำให้แท้งลูก ยาขับระดูอย่างแรง ยาบำรุงกาม
หรือเป็นยาคุมกำเนิด
(4.4) การโฆษณาขายยา จะต้องไม่มีการรับรอง หรือยกย่องสรรพคุณโดยบุคคลอื่น
(4.5) การโฆษณาขายยา จะต้องไม่แสดงสรรพคุณยา ว่าสามารถบำบัด บรรเทารักษา หรือป้องกันโรค
หรืออาการของโรคเบาหวาน, มะเร็ง, อัมพาต, วัณโรค, โรคเรื้อน หรือโรคหรืออาการของโรคของ
สมอง หัวใจ ปอด ตับ ม้าม ไต
(4.6) การแสดงสรรพคุณยาต้องไม่เกินไปกว่าข้อความ ในเอกสารกำกับยาและฉลาก และต้องไม่เป็น
การฝ่าฝืนข้อกำหนด ดังกล่าวข้างต้นด้วย
(4.7) การโฆษณาขายยาจะต้องไม่ทำให้ผู้บริโภ คเกิดความสำคัญผิด ในสรรพคุณของยาที่โฆษณานั้น
(5) การแสดงส่วนประกอบของยาในตำรับ
(5.1) การโฆษณาขายยาจะต้องไม่ทำให้เข้าใจว่ามีวัตถุใดเป็นยา หรือเป็นส่วนประกอบของยาซึ่งความ
จริงไม่มีวัตถุ หรือส่วนประกอบนั้นในยา หรือมีแต่ไม่เท่าที่ทำให้เข้าใจ
(5.2) การโฆษณาขายยาจะต้องไม่แสดงชื่อสาร หรือตัวยาที่ไม่มีอยู่ในตำรับ หรือมีแต่ไม่เท่าที่ทำให้เข้าใน
ยกเว้น ชื่อสารนั้นจะปรากฎอยู่ในฉลากยา เช่น ปราศจากแอสไพริน, ปราศจากน้ำตาล,
ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และข้อความโฆษณาจะต้องไม่ทำให้สำคัญผิดในสาระสำคัญอื่น
(5.3) การแสดงส่วนประกอบ ของสูตรตำรับยาที่มีตัวยาสำคัญ หรือสารออกฤทธิ์มากกว่า 1 ชนิด
จะต้องแสดงชื่อตัวยาสำคัญทุกชนิด ในตำรับ หรืออย่างน้อยจะต้องแสดงชื่อตัวยาสำคัญ ที่ระบุไว้บน
ฉลากทั้งหมด
(5.4) การโฆษณาขายยาแผนปัจจุบัน ที่มีตัวยาสำคัญเพียงชนิดเดียว (ยาเดี่ยว) ให้แสดงชื่อยาสามัญ
ทางยา (Generic Name) อย่างชัดเจนด้วย หากเป็นสื่อที่มีทั้งภาพ และเสียงให้แสดงอย่างชัดเจน
ทั้งภาพและเสียง
(5.5) การโฆษณาขายยาแผนปัจจุบันที่มีตัวยาสำคัญมากกว่า 1 ชนิด (สูตรผสม) จะแสดงชื่อสามัญทาง
ยาหรือไม่ก็ได้ หากจะแสดงชื่อสามัญทางยา ให้ใช้ชื่อตามตำรับยาสูตรผสมที่คณะกรรมการยา
เคยให้ความเห็นชอบแล้ว หากไม่มีชื่อดังกล่าวจะแสดงชื่อสามัญ ของสารออกฤทธิ์แต่ละตัวก็ได้
(6) การแสดงแหล่งผลิต การโฆษณาขายยาจะต้องไม่ทำให้ สำคัญผิดในแหล่งผลิตยา กรณีเป็นยาผลิตในประเทศ
ภายใต้สิทธิ์ของบริษัทต่างประเทศ ให้ระบุแหล่งผลิตให้ชัดเจนโดยใช้ตัวอักษร หรือระดับเสียงที่เท่าเทียมกัน
ตลอดข้อความ กรณีเป็นยาผลิตในต่างประเทศ การโฆษณาแสดงชื่อบริษัทหรือโลโก ในการโฆษณาจะต้อง
แสดงชื่อ แหล่งผลิตที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน
(7) การแสดงขนาด วิธีใช้ ข้อห้ามและข้อควรระวัง
(7.1) การแสดงขนาดของการใช้ยา (Dose) ต้องระบุอย่างชัดเจน ไม่ให้แสดงข้อความคลุมเครือ
ซึ่งจะนำไปสู่การใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม หรือไม่ถูกขนาด
(7.2) ยาที่มีวิธีใช้หลายวิธีและมีสรรพคุณ แตกต่างกันตามวิธีการใช้ การโฆษณาต้องมีข้อความ
แสดงวิธีใช้ แยกจากกันให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคใช้ยา ได้อย่างถูกต้องตามวิธีการใช้ยานั้น
(7.3) ยาที่มีข้อห้ามใช้ ข้อควรระวัง และข้อความอื่น ๆ ทำนองเดียวกันนี้ ในฉลากและเอกสารกำกับยา
การโฆษณาจะต้องแสดงข้อความ ที่ผู้บริโภคควรทราบ ตามความจำเป็นในแต่ละกรณีด้วย
(7.4) การโฆษณายาบางประเภท ที่มีวิธีใช้เป็นการเฉพาะ ซึ่งไม่สามารถแจกแจงรายละเอียด
ให้เป็นที่เข้าใจชัดเจน ในข้อมูลที่เกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้ยานั้น ควรเพิ่มเติมข้อความ
บางอย่างในการโฆษณา เช่น ยาเม็ดฟลูออไรด์ ให้มีข้อความ
“ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ทันตแพทย์ หรือเภสัชกร” หรือ “ยาเม็ดสอดช่องคลอด” ให้มีข้อความ
“ควรใช้ภายใต้คำแนะนำ ของแพทย์หรือเภสัชกร”
(8) การแสดงคำเตือนและข้อความที่กำหนด
(8.1) การโฆษณาขายยาที่คำเตือนในฉลาก ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ให้มีข้อความที่ชัดเจนว่า
“อ่านคำเตือนในฉลากก่อนใช้ยา”
หากเป็นสื่อที่มีทั้งภาพ และเสียงให้แสดงข้อความคำเตือน อย่างชัดเจนทั้งภาพและเสียง
(8.2) การโฆษณาขายยาแผนโบราณ ให้มีข้อความว่า “เป็นยาแผนโบราณ” และกรณีที่จะระบุสถานที่จำหน่ายยา
จะต้อมีหลักฐานว่าสถานที่นั้น ได้รับใบอนุญาตขายยาด้วย
4.2 หลักเกณฑ์การโฆษณาขายยาที่กระทำโดยตรงต่อผู้ประกอบโรคศิลปะ มีดังนี้
(1) การโฆษณายาจะต้องไม่แสดงสรรพคุณยาอันเป็นเท็จ หรือเกินความจริง
(2) การโฆษณายาจะต้อง ไม่ทำให้เข้าใจว่ามีวัตถุใดเป็นยา หรือส่วนประกอบของยา ซึ่งความจริงไม่มีวัตถุ
หรือส่วนประกอบนั้นในยา หรือมีแต่ไม่เท่าที่ทำให้เข้าใจ
(3) ห้ามโฆษณาขายยาโดยไม่สุภาพ โดยการร้องรำทำเพลง หรือแสดงความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย
หรือโดยวิธีแถมพก หรือออกสลากรางวัล
(4) การแสดงสรรพคุณ ข้อบ่งใช้ ประวัติความเป็นมา และรายละเอียดอื่นๆ พิจารณาตาม ข้อความในเอกสา
รกำกับยาและฉลาก ยกเว้น
กรณีเป็นการแสดงข้อความ ที่มีหลักฐานทางทะเบียน หรือเอกสารที่เชื่อถือได้มาพิสูจน์ และไม่ทำให้สำคัญผิด
ในสาระสำคัญเกี่ยวกับยานั้น
(5) การอ้างอิงถึงผลการศึกษาวิจัย
(5.1) การกล่าวอ้างอิงในเอกสาร โฆษณาต้องเป็นไปตามหลักสากล และจะต้องเป็นเอกสารอ้างอิง (References)
ซึ่งเป็นที่ยอมรับ และเชื่อถือได้ ได้แก่ ตำรายาที่รัฐมนตรีประกาศ, ตำรายา (Text Books) และวารสาร
(Journals) ต่าง ๆ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ทั่วไปแล้ว กรณีเป็นเอกสารอ้างอิง ที่มาจากอินเตอร์เน็ตจะยอมรับ
ได้เฉพาะเว็บไซต์ที่เป็นของส่วนราชการ เป็นต้น
(5.2) การอ้างถึงผลหรือขนาดยาที่โฆษณา ต้องมาจากเอกสารอ้างอิงที่เชื่อถือ ได้และข้อความต้องสอดคล้อง
กับเอกสารกำกับยา เช่น ขนาด สรรพคุณและข้อบ่งใช้ เป็นต้น
(5.3) การนำเสนอข้อมูลจากงานวิจัย
(5.3.1) ข้อมูลที่นำมาใช้ต้องอยู่ในงานวิจัยนั้น โดยจะต้องไม่ตีความเกินเลย ไปจากเอกสารอ้างอิงต้นฉบับ
และให้ระบุชื่อของเอกสารอ้างอิง นั้นด้วย
(5.3.2) ให้แสดงค่าทางสถิติหรือข้อมูล เกี่ยวกับรูปแบบของการศึกษา วิจัยให้ชัดเจน เช่น กลุ่มตัวอย่าง
จำนวนตัวอย่าง ค่า p ที่บอกความมีนัยสำคัญทางสถิติ เพื่อไม่ให้เกิดการสำคัญผิด ในสาระสำคัญของการ
ศึกษาวิจัยนั้น และรายละเอียดอื่น ๆ ที่จำเป็นตามแต่กรณี
(5.3.3) กรณีเป็นกราฟหรือตาราง ให้ใส่ที่มาไว้ใต้ตาราง ไม่กล่าวอ้างข้อมูลจากการศึกษาโดยรวมข้อมูลจาก
ผลการศึกษาวิจัยหลาย ๆ แหล่งนำเสนอในรูปภาพหรือตาราง เนื่องจากการศึกษาแต่ละครั้ง มีรูปแบบการศึกษา
และข้อมูลพื้นฐานที่แตกต่างกัน
(5.3.4) กรณีบริษัทยาเป็นแหล่งทุนวิจัย จะต้องแจ้งไว้ในโฆษณานั้นด้วย
(6) มีข้อความ คำแนะนำให้ไปอ่านเอกสารกำกับยาหรือเอกสารที่ใช้อ้างอิงฉบับเต็ม
4.3 หลักเกณฑ์การโฆษณาทางสิ่งของสำหรับแจกหรือของชำร่วย จะต้องไม่เป็นการกระทำควบคู่ไปกับ
การขายยา หรือมีความสัมพันธ์โดยตรง และใกล้ชิดกับการขายยา โดยแบ่งเป็นกรณีต่าง ๆ ดังนี้
(1) กรณี ไม่ใช่ ยาอันตราย หรือยาควบคุมพิเศษ หรือยาใหม่ ให้นำหลักเกณฑ์ตามข้อ 4.1 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(2) กรณียาอันตราย ห้ามแสดงสรรพคุณยาอันตราย การโฆษณาให้แสดงได้เฉพาะชื่อยา ตามใบสำคัญ
การขึ้นทะเบียน จะมีชื่อ/โลโกบริษัทด้วยก็ได้
(3) กรณียาใหม่อยู่ในระหว่างการติดตามความปลอดภัย หรือยาควบคุมพิเศษ สารมารถ
กระทำได้เฉพาะการโฆษณา ที่กระทำโดยตรงต่อผู้ประกอบโรคศิลปะ โดยให้แสดงได้เฉพาะชื่อยาตาม
ใบสำคัญการขึ้นทะเบียน และมีชื่อบริษัท / โลโกด้วยก็ได้ ซึ่งการจัดทำโฆษณาจะต้องเผยแพร่พร้อมเอกสาร
ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับยาที่เพียงพอสำหรับเป็นข้อมุลทางวิชาการให้กับผู้ประกอบวิชาชีพตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ สิ่งของสำหรับแจกหรือของชำร่วย ที่จัดทำขึ้นต้องเป็นสิ่งที่จำเป็น เช่น กระเป๋าหรือแฟ้มใส่ข้อมูล
สมุดบันทึก และเครื่องเขียน สำหรับใช้ในการจัดประชุม เป็นต้น
ข้อ 5 การโฆษณาขายยาให้ระบุเลขที่ใบอนุญาตโฆษณาขายยา ไว้ในสื่อโฆษณาด้วยทุกครั้งและต้อง
โฆษณาให้ตรงตามที่ได้รับอนุมัติข้อความ เสียง หรือภาพ นอกจากนั้นต้อปฏิบัติตามเงื่อนไข ที่ได้ระบุไว้ใน
ใบอนุญาตทุกประการ ทั้งนี้การโฆษณาไม่ตรงตามที่ได้รับอนุมัติ หรือไม้ปฏิบัติตามเงื่อนไข ที่ผู้อนุญาตกำหนดถือ
ว่าการโฆษณานั้น ฝ่าฝืนมาตรา 88 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยา
(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522
ข้อ 6 ให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาเป็นผู้รักษาการตามระเบียบ
|